ระบบสารสนเทศด้านการตลาด

สารสนเทศด้านการตลาดอาจจะมีความแตกต่างกันตามประเภทของธุรกิจ ซึ่งเราสามารถจำแนกระบบย่อยของระบบสารสนเทศด้านการตลาดได้ดังต่อไปนี้

1. ระบบสารสนเทศสำหรับการขาย สามารถแบ่งออกเป็นระบบย่อย 3 ระบบดังต่อไปนี้

ระบบสารสนเทศสำหรับสนับสนุนการขาย จะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของฝ่ายขาย เพื่อให้การขายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลที่ระบบต้องการจะเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะทำการขาย รูปแบบ ราคา และการโฆษณาต่าง ๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของลูกค้า นอกจากนี้อาจเกี่ยวกับช่องทางและวิธีการขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับลูกค้า ตลอดจนคู่แข่งของผลิตภัณฑ์ที่จะขายและจำหน่ายสินค้าคงคลังของบริษัท
ระบบสารสนเทศสำหรับวิเคราะห์การขาย จะรวบรวมสารสนเทศในเรื่องของกำไรหรือขาดทุนของผลิตภัณฑ์ ความสามารถของพนักงานขายสินค้า ยอดขายของแต่ละเขตการขาย รวมทั้งแนวโน้มการเติบโตของสินค้า ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้จากรายงานต่าง ๆ เช่น รายงานการขาย รายงานของต้นทุนสินค้าและวัตถุดิบ เป็นต้น
ระบบสารสนเทศสำหรับการวิเคราะห์ลูกค้า จะช่วยในการวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อให้ทราบถึงรูปแบบของการซื้อและประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ เพื่อที่ธุรกิจจะสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ

2. ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยตลาด สามารถแบ่งออกเป็นระบบย่อยตามหน้าที่ได้ 2 ระบบ ดังต่อไปนี้

ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยลูกค้า การวิจัยลูกค้าจะต่างกับการวิเคราะห์ลูกค้าตรงที่ว่าการวิจัยลูกค้าจะมีขอบเขตของการใช้สารสนเทศกว้างกว่าการวิเคราะห์ลูกค้า โดยการวิจัยลูกค้าจะต้องการทราบสารสนเทศที่เกี่ยวกับลูกค้าในด้านสถานะทางการเงิน การดำเนินธุรกิจ ความพอใจ รสนิยมและพฤติกรรมการบริโภค
ระบบสารสนเทศสำหรับการวิจัยตลาด การวิจัยตลาดจะให้ความสำคัญกับการหาขนาดของตลาดของแต่ละผลิตภัณฑ์ที่จะนำออกจำหน่าย ซึ่งอาจครอบคลุมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว หลังจากนั้นก็จะกำหนดส่วนแบ่งตลาดของผลิตภัณฑ์เพื่อทำการวางแผน กำหนดเป้าหมาย กำหนดกลยุทธ์และวางแผนกลยุทธ์ สารสนเทศที่เป็นที่ต้องการของการวิจัยตลาดคือสภาวะและแนวโน้มทางเศรษฐกิจ ยอดขายในอดีตของอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันในตลาด รวมทั้งสภาวะการแข่งขันของผลิตภัณฑ์นี้ด้วย

3. ระบบสารสนเทศสำหรับการส่งเสริมการขาย เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับแผนงานทางด้านการโฆษณาและส่งเสริมการขาย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการขาย เพิ่มยอดขายสินค้า และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดให้สูงขึ้น สารสนเทศที่เป็นที่ต้องการคือยอดขายของสินค้าทุกชนิดในบริษัท เพื่อให้รู้ว่าสินค้าใดต้องการแผนการส่งเสริมการขาย และสารสนเทศที่เกี่ยวกับผลกำไรหรือขาดทุนของสินค้าแต่ละชนิด เพื่อให้ความสำคัญกับสินค้าตัวที่ทำกำไร

4. ระบบสารสนเทศสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นระบบสารสนเทศที่วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ของผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ลักษณะและความต้องการของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้าแต่ยังไม่มีตลาด โดยสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการของระบบได้แก่ ยอดขายของผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในอดีต เพื่อให้ทราบถึงขนาดและลักษณะของตลาด และการประมาณการต้นทุน เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่าสมควรที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่หรือไม่

5. ระบบสารสนเทศสำหรับพยากรณ์การขาย เป็นระบบที่ใช้ในการวางแผนการขาย แผนการทำกำไรจากสินค้าหรือบริการในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของบริษัท ซึ่งจะส่งผลไปถึงการวางแผนการผลิต การวางกำลังคน และงบประมาณที่จะใช้เกี่ยวกับการขาย โดยสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการคือ ยอดขายในอดีต สถานะของคู่แข่งขัน สภาวการณ์ของตลาด และแผนการโฆษณา

6. ระบบสารสนเทศสำหรับการวางแผนกำไร เป็นระบบสารสนเทศที่ให้ความสำคัญกับการวางแผนทำกำไรทั้งในระยะสั้นและระยะยาวของธุรกิจ โดยสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการคือสารสนเทศจากการวิจัยตลาด ยอดขายในอดีต สารสนเทศของคู่แข่งขัน การพยากรณ์การขาย และการโฆษณา

7. ระบบสารสนเทศสำหรับการกำหนดราคา การกำหนดราคาของสินค้านับว่าเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งทางการตลาด เพราะต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า คู่แข่งขัน กำลังซื้อของลูกค้า โดยปกติแล้วราคาสินค้าจะตั้งจากราคาต้นทุนรวมกับร้อยละของกำไรที่ต้องการ โดยสารสนเทศที่ต้องการได้แก่ ตัวเลขกำไรของผลิตภัณฑ์ในอดีต เพื่อทำการปรับปรุงราคาให้ได้สัดส่วนของกำไรคงเดิม ในกรณีที่ต้นทุนมีการเปลี่ยนแปลง

8. ระบบสารสนเทศสำหรับการควบคุมค่าใช้จ่าย บุคคลที่เป็นผู้ควบคุมค่าใช้จ่ายสามารถควบคุมได้โดยดูจากรายงานของผลการทำกำไรกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงหรือสาเหตุของการคลาดเคลื่อนของค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการขายรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น เงินเดือน ค่าโฆษณา ค่าส่วนแบ่งการขาย เป็นต้น

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีส่วนสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะการขยายโอกาสและเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางการค้า ซึ่งทำให้นักการตลาดสมัยใหม่ต้องสามารถประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อก่อให้เกิดโอกาสและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันแก่องค์การ ซึ่งจะส่งผลต่อความก้าวหน้าในอาชีพของตน

การจัดการทรัพยากรมนุษย์ช่วยให้องค์การสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลง

การบริหารทรัพยากรมนุษย์ เป็นการใช้กลยุทธ์เชิงรุกที่มีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องในการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีคุณค่ามากที่สุดในองค์กร บุคคลที่ทำงานทั้งกรณีที่ทำงานรวมกัน และกรณีที่ทำงานคนเดียวเพื่อบรรลุเป้าหมายในการประกอบธุรกิจใดๆ กลยุทธ์ในการบริหารทรัพยากรมนุษย์นั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไปตามเวลา และสถานการณ์ จึงต้องมีการพัฒนา และปรับปรุงตลอดเวลา การบริหารทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นทั้งทฤษฎีในเชิงวิชาการ และแบบปฏิบัติในธุรกิจที่ศึกษาวิธีการบริหารแรงงานทั้งในภาคทฤษฎี และปฏิบัติ

ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทางสังคมมีอัตราที่รวดเร็วกว่าอดีตมาก เนื่องจากผลกระทบมาจากวิทยาการที่ก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็นระบบสื่อสารโทรคมนาคม ระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นในอัตราที่รวดเร็วมาก จนในบางครั้งบุคคลไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ทัน การจัดการทรัพยากรมนุษย์ก็เช่นเดียวกับกิจกรรมทางสังคมอื่นที่การเปลี่ยนแปลงในอดีตมีอัตราที่ไม่มาก ทำให้องค์การสามารถปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่มีปัญหามากนัก จึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำหลักวิชาการขั้นสูงมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานราบรื่นและมีประสิทธิภาพ แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่องานทรัพยากรมนุษย์ขององค์การทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม

บุคลากรในหลายองค์การยังมีค่านิยมและทัศนคติในการทำงานที่เปลี่ยนไป โดยมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนงานมากขึ้นเมื่อเทียบกับแรงงานในอดีต ที่นิยมทำงานกับองค์การในลักษณะที่เป็นการจ้างงานตลอดชีพหรือการเข้ามาของแรงงานต่างชาติในระดับต่างๆ ที่พร้อมจะปฏิบัติงานในคุณภาพที่ใกล้เคียงกับบุคลากรที่เป็นชนชาตินั้นๆ แต่ยินดีรับค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน ตลอดจนแรงงานต่างชาติที่มีทักษะเฉพาะเข้ามาปฏิบัติงานในบางประเภท เป็นต้น ดังนั้นนักบริหารทรัพยากรมนุษย์จึงจำเป็นที่จะต้องจัดทำแผนบุคลากรขึ้น เพื่อรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆได้อย่างสอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

กระบวนการบริหารทรัพยากรมนุษย์

1. การออกแบบการวิเคราะห์ และการวิเคราะห์ เพื่อจัดแบ่งตำแหน่งงาน (task specialization process)
2. การวางแผนทรัพยากรมนุษย์ (human resource planning)
3. การสรรหา และการคัดเลือกพนักงาน (recruitment and selection process)
4. การปฐมนิเทศบรรจุพนักงาน และการประเมินผลการปฏิบัติงาน (induction or orientation and appraisal process)
5. การฝึกอบรม และการพัฒนา (training and development process)
6. กระบวนการทางด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และแรงงานสัมพันธ์ (health, safety maintenance process and labor relation)
7. การใช้วินัยควบคุมตลอดจนการประเมินผล (discipline control and evaluation process)

ทรัพยากรสารสนเทศช่วยให้การทำธุรกิจนั้นดำเนินต่อไป

จากสภาพแวดล้อมธุรกิจปัจจุบันได้เกิดสภาวการณ์ของการแข่งขันในทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้น ธุรกิจจึงได้นำข้อมูลและสารสนเทศ มาใช้เป็นอาวุธสำคัญสำหรับการกำหนดกลยุทธ์ทางการแข่งขันหรือการตอบโต้กับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

ระบบสารสนเทศทีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ในส่วนของการช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อช่วยสนับสนุนธุรกิจให้อยู่รอดในอนาคต อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการ

การจัดการทรัพยากรฮาร์ดแวร์

เพื่อสามารถบริหารการใช้ทรัพยากรได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอุปกรณ์ด้านหน่วยเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ มีการใช้ระบบงานแบบออนไลน์ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีการวางแผนเพื่อขยายความจุของระบบ ตลอดจนมีการติดตามแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

การจัดการทรัพยากรซอฟต์แวร์

รวมถึงซอฟต์แวร์ระบบและซอฟต์แวร์ประยุกต์ ตลอดจนซอฟต์แวร์ของระบบสื่อสาร ผู้บริหารจึงต้องตัดสินใจในการจัดหาและใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ เช่น ควรจะใช้วิธีเช่าซอฟต์แวร์หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นใช้เอง เป็นต้น ปัจจุบัน ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์แบบออนไลน์ทั้งบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และเครือข่ายส่วนตัวที่เรียกว่า เอเอสพี ผลลัพธ์ คือ ระบบสารสนเทศทันสมัยอยู่เสมอ

การจัดการทรัพยากรข้อมูล

ธุรกิจจะจัดเก็บข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องอาศัยซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล ในส่วนของการจัดเก็บค้นคืนและควบคุมความบูรณภาพของข้อมูล มีการสร้างรูปแบบของฐานข้อมูลหลายมิติ เพื่อช่วยงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูลรูปแบบต่าง ๆ ร่วมกับซอฟต์แวร์ด้านวิเคราะห์ข้อมูลโดยตรงและมักจะนำมาใช้ในด้านงานการตลาด เพื่อใช้เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลในอดีตและปัจจุบันที่มีประโยชน์ อีกทั้งยังพัฒนาซอฟต์แวร์เหมืองข้อมูล มาใช้งานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล

การจัดการทรัพยากรระบบสื่อสารและเครือข่าย

ควรคำนึงถึงการเลือกช่องทางการสื่อสารทั้งชนิดใช้สายและไร้สาย รวมทั้งความเร็วในการถ่ายทอดข้อมูล โทโพโลยีของระบบเครือข่าย ขอบเขตการใช้งานของระบบ ปัจจุบันมีผู้ให้บริการะบบเครือข่ายที่เรียกว่า เครือข่ายมูลค่าเพิ่ม โดยบริการให้เช่าเครือข่ายส่วนตัวเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลขององค์การกับองค์การอื่น ซึ่งใช้ระบบการสับเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์

การพัฒนาระบบสารสนเทศ เป็นแนวทางหนึ่งของการได้มาซึ่งระบบสารสนเทศไว้ใช้งานภายในองค์กรธุรกิจ โดยเริ่มต้น ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ธุรกิจ จากนั้น จึงทำการคัดเลือกเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมและนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการดำเนินงานทางธุรกิจ สร้างโอกาสทางธุรกิจและดำรงรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันของธุรกิจ จากนั้น จึงทำการพัฒนาระบบขึ้นมาใช้ภายในองค์การ

แนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อประกอบธุรกิจต่าง

การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ และยิ่งในยุคของโลกาภิวัฒน์ซึ่งเป็นยุคที่โลกไร้พรมแดน สามารถทำการติดต่อกันได้อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะในด้านเศรษฐกิจ การเมือง รวมไปถึงด้านวัฒนธรรม จึงส่งผลให้เกิดการติดต่อสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง การใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีสารสนเทศจึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันด้วย และนอกจากประโยชน์ในด้านการติดต่อสื่อสารแล้ว เทคโนโลยีสารสนเทศก็ยังมีความสำคัญต่อการทำงานของหน่วยงานหรือบริษัทที่จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานอีกด้วย เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานแล้วยังช่วยย่นระยะเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้สั้นลง

ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชน ก็มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในหน่วยงานขึ้น และมีแนวโน้มที่จะมีการใช้สูงขึ้น การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ใชีวิตประจำวันเพิ่มมากขึ้น เพราะเทคโนโลยีสารสนเทศสามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก สามารถทำงานได้รวดเร็ว และสามารถทำงานได้ตลอดเวลา ถูกต้องและแม่นยำ นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้าไปมีบทบาทในทุกส่วน ในสถานศึกษา ปัจจุบันตามสถานศึกษาต่างๆ ได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมากมายรวมทั้งใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานบริหารต่างๆด้านวิศวกรรม ซึ่งคอมพิวเตอร์สามารถจะทำงานในด้านวิศวกรรมได้ตั้งแต่การลอกเขียนแบบ รวมถึงการออกแบบโครงสร้างของสถาปัตยกรรมต่างๆ และยังสามารถทำงานในด้านทางวิทยาศาสตร์อย่างเช่น เครื่องมือวิเคราะห์สารเคมี และการทดลองอื่นๆอีกด้วย และยังมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้งานในด้านต่างๆ อีกมากมายอย่างเช่นด้านการเงิน ด้านการตลาดหรือแม้กระทั้งด้านการแพทย์ เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่สำคัญๆได้มากมาย มีความรวดเร็ว และถูกต้อง

นอกจากนี้แล้วองค์กรธุรกิจต่างๆนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการดำเนินงานต่างๆ เช่น การติดต่อสื่อสารผ่านทางระบบเครือข่าย สร้างความสะดวก รวดเร็ว ในการทำงานที่ซับซ้อน ทำให้องค์กรสามารถทำงานได้ไวขึ้น และมีระเบียบ อีกทั้งยังช่วยให้การติดต่อกันได้ง่ายขึ้นด้วยโทรคมนาคมที่ทันสมัยทำให้ผู้ติดต่ออยู่กันคนละที่ก็สามารถสื่อสารกันได้ ลดการเผชิญหน้า ทำให้องค์กรมีความน่าเชื่อถือ และยังทำให้บุคลากรมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น

จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน เพราะจะช่วยในการจัดกเก็บข้อมูลที่สำคัญต่างๆไว้และสามารถส่งผ่านข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็วอีกทั้งยังลดความซับซ้อนในการทำงานอีกด้วย และเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้สามารถเติบโตต่อไปอย่างกว้างขวาง

ประโยชน์ของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการประกอบธุรกิจ

การดำรงชีวิตที่เปลี่ยนไปทำให้ภาคธุรกิจมีการเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในภาคธุรกิจเองจึงต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างรวดเร็วในระยะสั้นและระยะยาว เทคโนโลยีสารสนเทศที่ถูกนำมาใช้ในการประกอบการงานต่างๆ ได้แก่ ธุรกิจการเงิน การตลาด การดำเนินงาน และในภาคบุคคลที่นำมาใช้ในการดำเนินงานกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันขององค์กร ในด้านการใช้งานให้สอดคล้องกับธุรกิจจะต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และความสามารถ ในการกำหนดแนวทางที่สอดคล้องกัน ระหว่างโครงสร้างองค์กร กลยุทธ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์และความรู้

ปัจจุบันองค์กรธุรกิจสมัยใหม่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการดำเนินงานต่างๆ เช่น การติดต่อสื่อสารผ่านทางระบบเครือข่าย สร้างความสะดวก รวดเร็ว ในการทำงานที่ซับซ้อน ทำให้องค์กรสามารถทำงานได้ไวขึ้น และมีระเบียบ อีกทั้งยังช่วยให้การติดต่อกันได้ง่ายขึ้นด้วยโทรคมนาคมที่ทันสมัยทำให้ผู้ติดต่ออยู่กันคนละที่ก็สามารถสื่อสารกันได้ ลดการเผชิญหน้า ทำให้องค์กรมีความน่าเชื่อถือ และยังทำให้บุคลากรมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น

เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้สิ่งแวดล้อมเกิดการเปลี่ยนแปลง การดำเนินงานด้านธุรกิจก็มีความสลับซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย นับว่ามีความสำคัญต่อระบบธุรกิจมีส่วนช่วยในการจัดเก็บข้อมูลบริษัท การทำรายงานเสนอผู้บริหาร และยังช่วยท้าทายความสามารถของผู้บริหารที่ต้องทันเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดเวลา เพราะการทำงานด้านสารสนเทศที่เหนือกว่าจะสามารถสร้างความได้เปรียบคู่แข่งได้

ในปัจจุบันระบบสารสนเทศไม่ได้อยู่แค่ภายในองค์กรเท่านั้น แต่ได้ขยายขอบเขตการดำเนินงานของระบบให้ครอบคลุมการใช้งานของลูกค้า ผู้ขายวัตถุดิบ และพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ระบบสารสนเทศมีประสิทธิภาพ เช่น การสำรองที่นั่งบนเครื่องบิน การติดต่อซื้อขายสินค้า การแลกเปลี่ยนข้อมูล เป็นต้น ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ให้เป็นประโยชน์ และตอบสนองความต้องการของทุกฝ่าย ในด้านความสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และช่วยลดความซับซ้อนในการปฏิบัติงาน

เทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจได้รับความนิยมไปยังภาครัฐและเอกชน ช่วยในการจัดเก็บข้อมูลและแสดงผล การส่งผ่านข้อมูล เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของผู้บริหารด้วย เพื่อรักษาโอกาสทางธุรกิจในการแข่งขัน ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในกระแสเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นเรื่อยๆ