การประยุกต์ใช้ทรัพยากรสารสนเทศในชีวิตประจำวัน

แนวโน้มในอนาคตภายในครอบครัวจะมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในชีวิตประจำวันกันมากขึ้น เช่น โทรศัพท์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วีดิเท็กซ์ ไมโครคอมพิวเตอร์ ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความสำคัญมากในปัจจุบัน และมีแนวโน้มมากยิ่งขึ้นในอนาคต เพราะเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานสารสนเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนับตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การประมวลผล การเรียกใช้ และการสื่อสารสารสนเทศรวมทั้งการแลกเปลี่ยนและใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกันให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศสรุปได้ ดังนี้
– ช่วยในการจัดระบบข่าวสารจำนวนมหาศาลของแต่ละวัน
– ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสารสนเทศ เช่น การคำนวณตัวเลขที่ยุ่งยาซับซ้อน การจัดเรียงลำดับสารสนเทศ ฯลฯ
– ช่วยให้สามารถเก็บสารสนเทศไว้ในรูปที่สามารถเรียกใช้ได้ทุกครั้งอย่างสะดวก
– ช่วยให้สามารถจัดระบบอัตโนมัติเพื่อการจัดเก็บประมวลผล และเรียกใช้สารสนเทศ
– ช่วยในการเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพมากขึ้น
– ช่วยในการสื่อสารระหว่างกันได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาและระยะทาง โดยการใช้ระบบโทรศัพท์ และอื่นๆ

ดังนั้นเราอาจจะกล่าวได้ว่าทรัพยากรสารสนเทศได้เข้ามีบทบาทสูงขึ้นอย่างมากในการดำเนินงานและการตัดสินใจของคนในสังคม ปัจจุบันจึงเรียกว่า สังคมสารสนเทศซึ่งหมายถึงการที่สารสนเทศกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงหน่วยต่างๆ ในสังคมเข้าด้วยกัน และสร้างสังคมขับเคลื่อนด้วยสารสนเทศ จึงมีความจำเป็นที่ต้องศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ทราบว่าหมายถึงอะไร ประกอบด้วยอะไร มีบทบาทและความสำคัญหรือความจำเป็นอย่างไรในปัจจุบันและอนาคต การจัดระบบสารสนเทศที่ดีจะช่วยให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลและสารสนเทศที่มีคุณภาพจะต้องมีความเที่ยงตรงตามเรื่องที่ต้องการใช้ เรียกใช้สะดวก รวดเร็ว และทันต่อเวลา โดยภาพรวมแล้วระบบสารสนเทศโดยทั่วไปจะมีประโยชน์สามประการ ดังนี้
– ประโยชน์ในการบริหารงาน การตัดสินใจสั่งการ การวางแผน การปฏิบัติงานในหน่วยงานนั้นๆ
– ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับสูงกว่าและต่ำกว่า เพื่อให้ระบบสารสนเทศเป็นมาตรฐานเดียวกัน
– ใช้ประโยชน์ในการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์หน่วยงาน

แหล่งสารสนเทศและสถาบันบริการสารสนเทศ

แหล่งสารสนเทศและสถาบันบริการสารสนเทศ
แหล่งสารสนเทศ หมายถึงแหล่งที่มา แหล่งผลิต แหล่งเผยแพร่และให้บริการสารสนเทศ ซึ่งอาจเป็นบุคคลสื่อมวลชน และสถาบันบริการสารสนเทศ
แหล่งสารสนเทศแยกประเภทตามที่มาและลำดับการผลิต แบ่งได้เป็น 3 ประเภทคือ
1. สารสนเทศปฐมภูมิ (primary sources) หมายถึงสารสนเทศที่เรียบเรียงขึ้นจากประสบการณ์ของผู้เขียน หรือเป็น ผลการค้นคว้าวิจัย นำเสนอความรู้ใหม่ๆ ได้แก่รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ เอกสารการปฏิบัติงาน รายงานการประชุมทางวิชาการ บทความวารสารวิชาการ เอกสารสิทธิบัตร เอกสารมาตรฐาน เอกสารจดหมายเหตุ
2. สารสนเทศทุติยภูมิ (secondary sources) หมายถึงสารสนเทศที่ได้จากการนำสารสนเทศปฐมภูมิมาสังเคราะห์และเรียบเรียงขึ้นใหม่ เพื่อเสนอข้อคิดหรือแนวโน้มบางประการ ได้แก่หนังสือทั่วไป หนังสือตำรา หนังสือคู่มือการทำงานรายงานความก้าวหน้าทางวิทยาการ บทคัดย่องานวิจัย บทวิจารณ์หนังสือ วารสารสาระสังเขป เป็นต้น
3. สารสนเทศตติยภูมิ (tertiary sources) หมายถึง สารสนเทศที่ชี้แนะแหล่งที่อยู่ของสารสนเทศปฐมภูมิและทุติยภูมิ จะให้ข้อมูลทางบรรณานุกรมของสารสนเทศ ได้แก่หนังสือนามานุกรม บรรณานุกรม และดัชนีวารสาร เป็นต้น
แหล่งสารสนเทศมีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูล ในการอ้างอิงทางวิชาการถือว่าสารสนเทศจากแหล่งปฐมภูมิเป็นสารสนเทศที่ดี มีความน่าเชื่อถือในเรื่องความถูกต้องตามข้อเท็จจริงมากกว่าสารสนเทศทุติยภูมิและสารสนเทศตติยภูมิ
สถาบันบริการสารสนเทศ ให้บริการสารสนเทศแตกต่างกันตามขอบเขต หน้าที่และวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง มีหลายประเภทได้แก่ ห้องสมุดหรือหอสมุดจะเน้นจัดเก็บและจัดบริการผู้ใช้ด้านการอ่านและการยืมสารสนเทศ ศูนย์สารสนเทศหรือศูนย์เอกสารจะเน้นให้บริการสารสนเทศเฉพาะสาขาวิชา ทำการผลิตและเผยแพร่สารสนเทศใหม่ๆ ศูนย์ข้อมูลจะเน้นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นข้อมูลสถิติ ตัวเลข และการเผยแพร่ข้อมูลแก่สมาชิก หน่วยงานทะเบียนสถิติเป็นศูนย์กลางรวบรวมหลักฐานการจดทะเบียนและสถิติที่เกี่ยวข้อง ศูนย์วิเคราะห์สารสนเทศให้บริการข่าวสารทันสมัยเฉพาะสาขาวิชาในลักษณะของแฟ้มข้อมูล บทความปริทัศน์ และจัดส่งให้สมาชิกที่สนใจ ศูนย์ประมวลและแจกจ่ายสารสนเทศจะเน้นบริการความช่วยเหลือในการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ หน่วยงานจดหมายเหตุเน้นให้บริการเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ทั้งที่เป็นเอกสารสำคัญของทางราชการและส่วนบุคคล ภาพถ่าย แผนที่ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีสถาบันบริการสารสนเทศเชิงพาณิชย์ที่ให้บริการโดยคิดค่าบริการ ซึ่งให้บริการในหลายรูปแบบ เช่นศูนย์บริการสารสนเทศทันสมัยสำนักงานติดต่อและให้คำปรึกษาทางสารสนเทศ ศูนย์บริการสาระสังเขปและดรรชนี เป็นต้น ในปัจจุบัน สถาบันหลายแห่งได้ร่วมกันเป็นเครือข่ายบริการสารสนเทศ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและให้บริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต เช่นเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย บริการสารสนเทศที่สถาบันบริการสารสนเทศจัดให้โดยทั่วไป ได้แก่ บริการการอ่าน บริการบรรณานุกรมและสาระสังเขป บริการยืมทรัพยากร บริการยืมระหว่างสถาบันบริการจองหนังสือ บริการตอบคำถามและช่วยการค้นคว้า บริการแนะนำแหล่งสารสนเทศ บริการเผยแพร่สารสนเทศและนิทรรศการ บริการข่าวสารทันสมัย บริการถ่ายสำเนาและพิมพ์ผลการค้นข้อมูล บริการอินเทอร์เน็ต เป็นต้น สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาที่ให้บริการสารสนเทศเช่นเดียวกับสถาบันบริการสารสนเทศทั่วไป แต่มีระเบียบข้อกำหนดที่นักศึกษาและผู้ใช้บริการต้องปฏิบัติเป็นการเฉพาะ ดังนั้นผู้ใช้บริการควรทำความเข้าใจก่อนเข้าใช้บริการ

ทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุด

ทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุด
ทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง วัสดุหรือสื่อ ที่ใช้ถ่ายทอดสารสนเทศ ซึ่งตามปกติสารสนเทศจะไม่มีตัวตน ไม่สามารถจับต้องได้ จำเป็นต้องใช้วัสดุหรือสื่ออย่างใดอย่างหนึ่งบรรจุสารสนเทศนั้นๆ เพื่อการถ่ายทอดสารสนเทศทรัพยากรสารสนเทศ เป็นสารสนเทศประเภทต่างๆ ที่มีการบันทึกไว้ในสื่อประเภทต่างๆ โดยนำเสนอด้วยตัวอักษร ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว อาจเรียกชื่อว่าทรัพยากรห้องสมุด หรือวัสดุห้องสมุด เพื่อถ่ายทอดสารสนเทศสู่ผู้ใช้สารสนเทศ
วัสดุสารสนเทศในห้องสมุด สามารถแบ่ง 3 ประเภท คือ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
1. สื่อสิ่งพิมพ์ แบ่งย่อย ๆได้ดังต่อไปนี้
1.1 หนังสือ หมายถึงทรัพยากรสารสนเทศที่ตีพิมพ์เป็นตัวอักษรอธิบายเรื่องราว เหตุการณ์ วิชาความรู้ ความเชื่อ ประสบการณ์ และการกระทำของมนุษย์ ไว้ในรูปเล่มถาวร มีส่วนประกอบที่สมบูรณ์ เช่น ใบหุ้มปก ปกหนังสือ ใบรองปก หน้าชื่อเรื่อง หน้าปกใน คำนำ สารบัญ เนื้อเรื่อง บรรณานุกรม ภาคผนวก อภิธานศัพท์ และดรรชนี
1.2 วารสารและนิตยสาร เป็นสิ่งพิมพ์ที่มีกำหนดออกตามวาระ ส่วนใหญ่จะมีกำหนดแน่นอนมีทั้งรายสัปดาห์ รายปักษ์ รายเดือน ราย 3 เดือน ราย 4 เดือน ราย 6 เดือน ตามความเหมาะสม เนื้อหาเสนอในรูปบทความวิชาการ จดหมายข่าว เกร็ดความรู้ ทั้งที่จบในฉบับและแบบต่อเนื่อง เนื้อหาจะมีความทันสมัยมากกว่าหนังสือ เขียนโดยผู้เขียนหลายคน มีทั้งที่เป็นวารสารวิชาการ คือ ส่วนใหญ่ เสนอบทความทางวิชาการ สารคดี วารสารที่ให้ความบันเทิง นิยมเรียกว่า “นิตยสาร” มุ่งเน้นทางด้านบันเทิง สาระเบาสมอง
1.3 หนังสือพิมพ์รายวัน เป็นสิ่งพิมพ์ที่มีกำหนดออกเป็นรายวันหรือออกประจำทุกวัน อาจจะออกวันละ 1 ฉบับ หรือมากกว่า ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ ท้องถิ่น อาจมีกำหนดออกเป็นราย 7 วัน หรือ 15 วัน ตามความเหมาะสม หนังสือพิมพ์ส่วนใหญ่จะเสนอข่าวความเคลื่อนไหวเหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของสังคม รวมทั้งเสนอบทความ ความคิดเห็นในเรื่องต่าง ๆ อาจเป็นเรื่องทั่วไปหรือวิชาการ ตลอดจนบันเทิงคดี นวนิยาย สารคดี รวมทั้งโฆษณาสินค้า และบริการ
1.4 จุลสาร เป็นสิ่งพิมพ์ขนาดเล็กมี่มีเนื้อหาสาระเฉพาะด้าน จบบริบูรณ์ในเล่ม เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มีความสำคัญหรือได้รับความสนใจในขณะนั้น จุลสารจัดทำขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์เรื่องต่าง ๆ ให้ประชาชนทราบ
1.5 กฤตภาค เป็นสิ่งพิมพ์ที่ห้องสมุดผลิตขึ้นโดยการตัดเนื้อหา ข้อความ ข่าวสาร สาระสำคัญจากหนังสือพิมพ์ วารสาร มาผลึกลงบนกระดาษ กำหนดหัวเรื่องและบอกแหล่งที่มา ตามรูปแบบบรรณานุกรม จากนั้นก็นำไปเก็บใส่แฟ้มแยกตามหัวเรื่อง เพื่อความสะดวก ในการค้น
2 สื่อโสตทัศน์วัสดุ เป็นวัสดุที่ถ่ายทอดสารสนเทศด้วยวิธีการพิเศษไปจากการสื่อสิ่งพิมพ์ ส่วนใหญ่ต้องใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์เป็นพิเศษ ตามวัสดุแต่ละชนิด ต้องใช้วิธีการสลับซับช้อนในการถ่ายทอดสารสนเทศ
3. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เป็นวัสดุสารสนเทศที่จัดเก็บสารสนเทศในรูปอักษร ภาพ และเสียงไว้ โดยการแปลงสารสนเทศให้เป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะต้องมีเครื่องมือสำหรับจัดเก็บและแสดงผลออกมา โดยการแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นสัญญาณภาพและเสียงอีกครั้งหนึ่ง

ระบบสารสนเทศในธนาคาร ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการทำธุรกรรมทางการเงิน

ธุรกิจธนาคารมีแนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ต้องมีการพัฒนาระบบของตนเองอยู่ตลอดเวลา การนำเทคโนโลยีต่างๆเข้ามาปรับปรุงคุณภาพการดำเนินงานของตนเอง การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมถึงการบริหารภายในองค์กร วิธีการเลิกระบบสารสนเทศมาใช้ในธนาคาร ต้องดูจากประโยชน์ใช้สอย และเพื่อความสะดวกสบายของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจ และจูงใจลูกค้าให้มาใช้บริการ

ในการรับฝาก ถอนเงิน ในระบบ on-line banking ใช้เครือข่ายโทรศัพท์ในการติดต่อระหว่างศูนย์คอมพิวเตอร์ส่วนกลางที่สำนักงานใหญ่ กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า Update tele-Processing สำนักงานสาขามีหน้าที่ป้อนข้อมูลทาง Terminal ส่งข้อมูลมายังส่วนกลาง เพื่อบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ ลงบัญชี การคำนวณผลประโยชน์ (ดอกเบี้ย) จะกระทำที่ส่วนกลางเท่านั้น โดยสำนักงานไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลเลย จะเห็นได้ว่าการให้บิการฝากถอนต่างสาขาถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบธนาคารออนไลน์

ประโยชน์ของธนาคารลูกแบบสารสนเทศออนไลน์คือการประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เมื่อเทียบกับการดำเนินงานโดยใช้พนักงานตามสาขา นอกจากนี้ยังพบว่า การใช้ระบบธนาคารออนไลน์ทำให้ธนาคารได้รับประโยชน์หลายประการ อีกทั้งยังช่วยลดขั้นตอนในการทำงานที่ซ้ำซ้อนลง เนื่องจากพนักงานไม่จำเป็นต้องเตรียมรายงานต่างๆ เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์จะทำแทนให้หมด

ในระบบ internet banking เป็นการบริการธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าในการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยไม่ต้องเข้ามาใช้บริการที่ธนาคาร สามารถใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย

เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการองค์กร มีดังนี้

1.ระบบบัญชี ทำบัญชีแยกประเภท ทำงบการเงินต่าง ๆ ควบคุมงบประมาณ

2. ระบบงานบุคลากร

3. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร เพื่อช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารธนาคาร

4. ระบบสารสนเทศสำนักงาน

5. ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารความเสี่ยง

6. ระบบอินทราเน็ต อินเทอร์เน็ต

7. ระบบฐานข้อมูลลูกค้า

ในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในธนาคาร เพื่อทันต่อการแข่งขันที่มากขึ้น ธนาคารต้องคอยพัฒนาเทคโนโลยีของตนเองอยู่เสมอ เพื่อช่วยยกระดับให้สามารถแข่งขันกับธนาคารอื่นได้ ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการบริการ ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการ รองรับการบริการเพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลาย

ประโยชน์ของการใช้ระบบสารสนเทศในธุรกิจโรงแรม

ในการทำธุรกิจโรงแรมระบบสารสนเทศเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เนื่องจากระบบสารสนเทศสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีปริสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ยิ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่มีระบบที่สามารถอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจโรงแรมได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ทำให้แซงหน้าคู่แข่งได้
วัตถุประสงค์ในการนำระบบสารสนเทศมาใช้เพื่อให้ลูกค้ามีความพึงพอใจสูงสุดในการให้บริการ ทำให้ลูกค้าเข้ามาใช้และประเมินในขั้นแรกว่าควรที่จะพักโรงแรมนี้หรือไม่ อาจนำเสนอรูปภาพประชาสัมพันธ์โรงแรมผ่าน Web site ให้มีความน่าสนใจ ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่จะมีการกลับมาใช้บริการอีกครั้ง ระบบในโรงแรมแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

1.ระบบสารสนเทศการจัดการห้องพัก เช่น เช็คสถานะของห้องพักว่ามีการ Check in หรือ Check out กี่ห้อง จำนวนห้องที่มีการจองกี่ห้อง ประเภทของห้องมีอะไรบ้าง เตียงเดี่ยว หรือเตียงคู่ จำนวนคนผู้เข้าพัก ราคาห้องพักต่อคืน

2. ระบบสารสนเทศเพื่อการขายและการตลาด มีหน้าที่หลักทางการขายและการตลาด(sale and marketing) การวางแผนเกี่ยวกับห้องพัก เป็นต้นว่า ความสามารถในการให้บริการ แนวโน้มการบริการ การกำหนดช่องทางการจองใช้บริการ ,การกำหนดราคาห้องพัก การให้ส่วนลด ต้นทุน ผลกำไร และการกำหนดรูปแบบการส่งเสริมการขาย เช่น การโฆษณา การกำหนดโปรโมชั่นสำหรับลูกค้า VIP หรือช่วงเทศกาล

3.ระบบสารสนเทศสินค้าคงคลัง ทั้งในส่วนของห้องพัก เช่น จำนวนผ้าที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัวมีจำนวนสินค้าคงคลังเท่าไหร่ สถานะของสินค้าคงคลังเป็นอย่างไรบ้าง เป็นต้น , ห้องอาหาร จำนวนอุปกรณ์เครื่องครัว มีการชำรุดเสียหายหรือไม่ วัสดุอุปกรณ์แต่ละประเภทมีจำนวนเท่าไหร่บ้าง

4.ระบบงานบริการ เพื่อเป็นการสร้างความเป็นระบบในการให้บริการ ควรมีการวางแผนและกำหนดขอบเขตงานให้ชัดเจน ดังตัวอย่างงานบริการของโรงแรม

5.ระบบสารสนเทศข้อมูลลูกค้า เป็นการเก็บข้อมูลลูกค้า อาทิเช่น ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ Email อาชีพ เพื่อเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการจัดทำระบบสมาชิก รวมไปถึงการจัดโปรโมชั่นให้ลูกค้า

จะเห็นได้ว่าระบบสารสนเทศที่ใช้ในโรงแรมถูกออกแบบมาให้สามารถเชื่อต่อข้อมูลหากันได้อย่างง่ายดาย เพื่อประหยัดเวลาในการเข้าถึงข้อมูล ลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ลดการใช้เอกสารที่เป็นกระดาษ สามารถนำฐานข้อมูลที่มีร่วมกันมาใช้วิเคราะห์การตัดสินใจ ทำให้โรงแรมมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น